‹‹ กระทู้ก่อนหน้า | กระทู้ต่อไป ››
ตอบกลับ โพสใหม่
ธปท.พอใจผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก สถานะการเงินแกร่ง-เอ็นพีแอลทรงตัว แนะสร้างสมดุลสินเชื่อ-การบริหารความเสี่ยง

          ในวันนี้ (11 ส.ค.) ที่โรงแรมเจริญธานีปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบรรยายในหัวข้อ "การเตรียมตัวกับความท้าทายทางเศรษฐกิจการเงิน ปี 53" ซึ่งจัดโดย ชมรมธนาคารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระบุว่า ในปีนี้ต้องยอมรับว่าทั่วโลกประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจของประเทศไทยก็ชะลอตัวค่อนข้างรุนแรง ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ติดลบต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะติดลบในช่วงครึ่งปีแรกก็ตาม แต่สิ่งที่น่าพอใจก็คือ ระบบการเงินของไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีแรงกดดันเกี่ยวกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่อาจปรับตัวสูงก็ตาม แต่เมื่อดูภาพรวมของเอ็นพีแอลในช่วงครึ่งปีแรกพบว่ายังทรงตัว แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ว่าธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลกระทบในเรื่องการชำระดอกเบี้ยและเงินกู้ของภาคเอกชนจากผลพวงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะทำให้ยอดเอ็นพีแอลพุ่งสูงขึ้น แต่กลับพบว่ายอดเอ็นพีแอลยังทรงตัว อัตราเอ็นพีแอลอยู่ที่ 5.5-5.4% ของสินเชื่อที่ปล่อยไปแล้ว จึงมองว่าระบบการเงินของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะเรื่องเอ็นพีแอล เพราะธนาคารพาณิชย์ได้เข้าไปดูแลลูกค้าก่อนที่จะเกิดเอ็นพีแอล โดยมีการเจราจา ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระ การปรับลดอัตราดอกเบี้ย สิ่งเหล่านี้ทำให้ตัวเลขเอ็นพีแอลไม่พุ่งสูงทั้งๆ แม้จะเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขเอ็นพีแอลจะไม่พุ่งสูง แต่พบว่าการปล่อยสินเชื่อยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แม้จะมีสภาพคล่องสูงเพราะมีเงินฝากเข้ามาในระบบมากขึ้นก็ตาม ซึ่งสะท้อนได้ว่าผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ดังนั้นบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการเข้ามาดูแลภาคธุรกิจเอสเอ็มอีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีปัญหาทางด้านสภาพคล่อง ถ้าธนาคารเข้ามาดูแลกลุ่มนี้แพื่อให้เขาสามารถปรับตัวได้ไปจนถึงสิ้นปี

          "อยากฝากให้ธนาคารพาณิชย์สร้างความสมดุลระหว่างการขยายสินเชื่อ และการดูแลคุณภาพสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่สำคัญของธนาคาร โดยเรื่องการดูแลคุณภาพสินเชื่อยังคงต้องระมัดระวังอีกต่อไป ธนาคารควรจะต้องติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาในระยะแรกๆ เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสียในอนาคต รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างหนี้กรณีที่ลูกหนี้ขาดสภาพคล่องชั่วคราวแต่ยังดำเนินธุรกิจได้อยู่ ส่วนการขยายสินเชื่อก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชน ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์สามารถบริหารความเสี่ยงและขยายสินเชื่อให้กลุ่มเอสเอ็มอีได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะฟื้นตัวในปี 53"



ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
‹‹ กระทู้ก่อนหน้า | กระทู้ต่อไป ››