‹‹ กระทู้ก่อนหน้า | กระทู้ต่อไป ››
ตอบกลับ โพสใหม่
นางสาววลัยทิพย์ จรณะจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินทรัพย์ช่างเหมาไทย จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ โอเรียนเต็น เรสซิเด็นซ์ บนถนนวิทยุ เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดมิเนียมหรูในปัจจุบันขายยากขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องเร่งทำกิจกรรมการตลาดถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักมากขึ้น โดยในส่วนของโอเรียนเต็นเปิดขายมาตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 40% หรือมูลค่าประมาณ 250-260 ล้านบาท จากทั้งหมด 44 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท ส่วนหนึ่งอาจมาจากยูนิตที่เหลือขายมีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าด้วยศักยภาพทำเลและทีมงานบริหารโรงแรมโอเรียนเต็นเดิม จะทำให้สามารถขายสินค้าได้ไม่ยากนัก

          “ยูนิตที่เหลือปัจจุบัน เป็นยูนิตขนาดใหญ่ทำให้ขายได้ช้า โดยเฉพาะห้องเพ้นเฮาส์แม้ว่าจะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาหลายราย แต่ต่อรองราคาประมาณ 20-30% จึงยังไม่ตัดสินใจขาย แต่มั่นใจว่าจะสามารถปิดการขายได้ เพราะมีจำนวนยูนิตเหลือขายน้อย นอกจากนี้ ได้ส่งหนังสือเชิญลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมาทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องซึ่งก็ได้ผลดี ส่วนที่ขายได้ 80% เป็นคนไทยซื้อเพื่อลงทุนและต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทยเป็นเวลานานแล้ว”

          โครงการโอเรียลเต็น เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ชั้น 6-12 เป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จำนวน 145 ยูนิต ค่าเช่าประมาณ 1,400-1,500 บาท/ตร.ม./เดือนส่วนชั้น 22-31 เป็นคอนโดฯ จำนวน 44 ยูนิต ราคา 160,000 บาท/ตร.ม. ส่วนเพ้นเฮาส์ ราคา 190,000 – 200,000 บาท/ตร.ม. หรือราคา 9-50 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 3,800 ล้านบาท ปัจจุบัน ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สนับสนุนสินเชื่อพัฒนาโครงการ วงเงิน 800 ล้านบาท โดยโครงการได้ผ่านเรื่องสิ่งแวดล้อม และงานฐานรากมีความคืบหน้าไป 30% คาดจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 53 เปิดให้บริการได้ปี 2554.

“ต้นรัก” ฉีกแนวผุดวิลลาหรูพัทยา

          นาย วิวัฒน์ อิทธิรัตนะโกมล ประธานบริหาร บริษัทในเครืออาคารต้นสัก ตนก่อตั้ง บริษัท ต้นสักแลนด์ แอนด์ โฮม จำกัด ขึ้นมาใหม่ ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท พัฒนาโครงการภายใต้ชื่อ “สยาม โอเรียลเต็ล พัทยา” เป็นบ้านเดี่ยวหนึ่งชั้น และ 2 ชั้นพร้อมพูลวิลลา พร้อมอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 73 ยูนิต มีให้เลือก 4 แบบ ขนาดตั้งแต่ 82.5 ตารางวาขึ้นไป ราคาขายเริ่มต้นที่ 7.95-11.95 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นกว่า 500 ล้านบาท โดยเป็นเงินลงทุนของครอบครัวทั้งหมด มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนไทยและต่างชาติที่รักบ้านไทย ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทจะบริหารงานขายเอง โดยเปิดขายบ้านล็อตแรกที่สร้างแล้วเสร็จก่อน จำนวน 10 ยูนิต และมีผู้สนใจจองแล้ว 5 ราย เป็นซินแสที่ปรึกษาโครงการ 1 แปลง ชาวเยอรมนี 1 แปลง และคนไทยอีก 3 แปลง

          ขณะเดียวกันก็มีอีก 2 กลุ่มคือกลุ่มคนไทยและต่างชาติ สนใจที่จะซื้อเฟสแรกทั้งหมด 20 ยูนิต รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการซื้อเพื่อปล่อยให้ระดับผู้บริหารชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่สถานทูตเช่า ซึ่งรายละเอียดต่างๆยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

          ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและปิดการขายได้ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้ คิดเป็นมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 800 ล้านบาท

          “สาเหตุที่เราเลือกพัฒนาโครงการที่พัทยาเพราะเห็นว่าเป็นเมืองที่มีอนาคตยาวไกลเป็นอันดับ1 ของประเทศนอกจากมีสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์แล้วยังเดินทางสะดวกใกล้สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภา ที่อนาคตมีแผนที่จะเป็นสนามบินพาณิชย์ด้วยเช่นกัน และแม้ว่าขณะนี้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมไปถึงปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 และปัญหาการเมืองภายในประเทศ แต่เชื่อว่าหากทุกอย่างสงบพัทยาก็จะเติบโตเร็วที่สุด และในช่วงวิกฤตต้องพลิกให้เป็นโอกาส หากทำเร็วขายเร็ว ก็ได้ผลกำไรน้อย แต่ถ้าทำช้า ผลกำไรก็ยาว ซึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเช่นนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้ออำนวยในการพัฒนาโครงการคือ วัสดุก่อสร้างมีราคาถูก ส่งผลให้ทำงานได้ประณีตเป็นอย่างดี”

          นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ตนยังมีความสนใจที่จะลงทุนโครงการประเภทโรงแรมในย่านกทม. และคอนโดมิเนียมที่จ.เชียงใหม่และลำปาง เนื่องจากยังมีที่ดินสะสมที่อ.แม่วา จ.เชียงใหม่เกือบ 200 ไร่ และที่จ.ลำปาง กว่า 30 ไร่ นอกจากนี้ยังมีที่ดินที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ .กาญจนบุรี อีกประมาณ 67 ไร่ ,พัทยาอีกกว่า 100 ไร่ ,ที่ดินย่านบางกรวยอีก 2 ไร่เศษ,ที่ดินย่านถ.บางนา-ตราด กม.28 ประมาณ กว่า 50 ไร่ และที่ดินบริเวณหลังอาคารต้นสักอีก 1 ไร่ ซึ่งอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาในรูปแบบของคอนโดมิเนียม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ หรือหากมีที่ดินแปลงใหม่ที่สวยเหมาะสมกับการพัฒนาตนก็สนใจที่จะซื้อเพิ่มเพื่อนำมาพัฒนา

          “โครงการ สยาม โอเรียลเต็ล พัทยา ถือเป็นโครงการต้นแบบที่ผมต้องการให้ทายาททั้ง 6 คนได้เรียนรู้ หลังจากนั้นก็จะวางมือและให้ทายาทเป็นผู้สานต่อ แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมคือพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพแตกต่างและฉีกแนวไม่เหมือนใคร ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ต้นสักแลนด์ แอนด์ โฮม จำกัด ”

          อนึ่ง ปัจจุบันบริษัท อาคารต้นสัก จำกัด มีบริษัทในเครือทั้งสิ้น 6 บริษัท คือ ต้นรักสตูดิโอเป็นสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน ศูนย์วิวาห์ครบวงจร ,ต้นสักเวดดิ้งเซ็นเตอร์ ศูนย์วิวาห์ครบวงจร ขายสินค้าและให้บริการจัดงานแต่งงานแบบครบวงจร,ต้นสักจิวเวลรีเซ็นเตอร์ ผู้ผลิต ส่งออก ขายปลีก เครื่องประดับ และอัญมณีแท้ ,บริษัท สหกรอบรูปสยามอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิต และส่งออกกรอบรูปไม้ ,บริษัท แหลมฉบังอินดัสทรี จำกัด โรงงานผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้และกรอบรูปรายใหญ่ของประเทศไทย และบริษัท ต้นสักแลนด์ แอนด์ โฮม จำกัด ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
‹‹ กระทู้ก่อนหน้า | กระทู้ต่อไป ››